สุดเฉียบ! DTI จับมือ MUT เปิดตัวหุ่นยนต์เก็บกู้วัตถุระเบิดขนาดเล็ก D-EMPIR version 4 ผ่านรับรองมาตรฐานกลาโหม เดินหน้าเข้าสู่สายการผลิต

     สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (DTI) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร (MUT) ซึ่งเป็นฝีมือของคนไทยและยังผ่านการทดสอบของกระทรวงกลาโหม เพื่อยืนยันประสิทธิภาพ ใช้งานได้จริง เทียบเท่ากับของต่างประเทศ  โดย D-EMPIR version 4 ได้ถูกส่งมอบให้กับกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ภาค 4 ส่วนหน้า เพื่อนำไปใช้ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

     ล่าสุด หุ่นยนต์ได้รับการรับรองมาตรฐานจากกระทรวงกลาโหม พร้อมเดินหน้าเข้าสู่สายการผลิต สำหรับ ต้นแบบหุ่นยนต์เก็บกู้วัตถุระเบิดขนาดเล็ก รุ่น D-EMPIR V.4 ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง สทป. กับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร เป็นหุ่นยนต์ที่สนับสนุนภารกิจตรวจค้น พิสูจน์ทราบ เก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิด โดยออกแบบให้หุ่นยนต์มีความคล่องตัวในการเข้าพื้นที่ ทนต่อสภาพแวดล้อม ควบคุมและสั่งการแบบไร้สายระยะไกล 300 เมตร ใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง 2 ชั่วโมง และสามารถรับน้ำหนักของวัตถุต้องสงสัยได้ถึง 30 กิโลกรัม

     สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (DTI) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร (MUT) เปิดตัว หุ่นยนต์เก็บกู้วัตถุระเบิดขนาดเล็ก “D-EMPIR version 4” ที่ได้ศึกษา วิจัย พัฒนาต่อยอดและสร้างขึ้นร่วมกันระหว่าง DTI และ MUT จนได้เป็นหุ่นยนต์เก็บกู้วัตถุระเบิดขนาดเล็กฝีมือคนไทย 100% ที่ผ่านการทดสอบและสาธิตการใช้งานให้กับหน่วยงานด้านความมั่นคงได้เห็นถึงสมรรถนะ ศักยภาพและขีดความสามารถ จนเกิดการยอมรับ อีกทั้งยังผ่านการทดสอบมาตรฐานจากคณะกรรมการมาตรฐานยุทโธปกรณ์ กระทรวงกลาโหม (กมย.กห.) เพื่อยืนยันประสิทธิภาพการทำงานที่ดีเทียบเท่าได้กับหุ่นยนต์จากต่างประเทศ สามารถใช้งานได้จริง ทำงานได้รวดเร็วขึ้น และต้นทุนที่ใช้ในการผลิตถูกกว่าหุ่นยนต์ที่สั่งซื้อจากต่างประเทศมากกว่าครึ่ง โดย “D-EMPIR version 4” ได้ถูกส่งมอบให้กับกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน. ภาค 4 สน.) นำไปใช้ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

     ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ภานวีย์  โภไคยอุดม อธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร (MUT) กล่าวว่า “โครงการวิจัยและพัฒนาปรับปรุงหุ่นยนต์เก็บกู้วัตถุระเบิดขนาดเล็ก DEMPIR version 4 เป็นความร่วมมือระหว่าง DTI กับ MUT ที่ได้ทำบันทึกข้อตกลงฯ ร่วมกันเมื่อปี พ.ศ. 2560  เนื่องจากที่ผ่านมาประเทศไทยเราต้องนำเข้าหุ่นยนต์เก็บกู้วัตถุระเบิดจากต่างประเทศ ซึ่งหุ่นยนต์จากต่างประเทศต่อชุดมีราคาสูงตั้งแต่ 8 ล้านบาทขึ้นไปต่อระบบจนถึง 50 ล้านบาท แต่ยังพบปัญหาการใช้งานเนื่องจากสภาพอากาศที่ร้อนขึ้น รวมไปถึงปัญหาการดำเนินการซ่อมบำรุง อีกทั้งหุ่นยนต์ที่ผลิตขึ้นเองในประเทศไม่เป็นไปตามมาตรฐานสากล เมื่อนำไปใช้งานจริงแล้วเกิดปัญหาหุ่นยนต์ใช้งานยากและตอบสนองล่าช้าและไม่เสถียรภาพ ทำให้ใช้เวลาในการทำงานนานมาก ขณะที่หุ่นยนต์เก็บกู้วัตถุระเบิดขนาดเล็ก DEMPIR V.4  ที่ DTI และ MUT ได้คิดค้นขึ้น ถูกออกแบบให้สามารถใช้งานและซ่อมบำรุงได้ง่ายส่งผลให้การปฏิบัติงานเก็บกู้วัตถุระเบิดใช้เวลาน้อยกว่า และซ่อมบำรุงได้ง่ายเมื่อเกิดความเสียหาย นอกจากนี้ ยังได้นำเทคนิคการวิเคราะห์จลศาสตร์แบบย้อนกลับ มาประยุกต์ใช้ในระบบแขนกล ทำให้ใช้งานหุ่นยนต์ได้ง่ายขึ้น คล่องตัวขึ้น และช่วยประหยัดเวลาในการเก็บกู้วัตถุระเบิดถึง 30-50% และข้อดีอีกเรื่องหนึ่งคือ ความสะดวกในการซ่อมบำรุง หากหุ่นยนต์เกิดปัญหาในการใช้งาน MUT สามารถนำทีมเข้าไปช่วยแก้ไขปัญหาได้ทันที ตัดความยุ่งยากในการที่ต้องรออะไหล่หรือต้องส่งไปซ่อมถึงต่างประเทศซึ่งใช้เวลานาน” 

     ด้าน พล.อ.ชูชาติ บัวขาว ผู้อำนวยสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (DTI) กล่าวว่า “หุ่นยนต์เก็บกู้วัตถุระเบิดขนาดเล็ก D-EMPIR version 4 ที่ DTI ร่วมกับ MUT วิจัยและพัฒนาขึ้น ถือเป็นผลงานความสำเร็จและความภาคภูมิใจของประเทศไทยที่เราสามารถผลิตหุ่นยนต์เก็บกู้วัตถุระเบิดได้โดยฝีมือคนไทย 100% ซึ่งแสดงให้ถึงศักยภาพของนักวิจัยคนไทยด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมในการพัฒนาและพึ่งพาตนเองได้ไม่แพ้ชาติตะวันตก MUT เป็นมหาวิทยาลัยที่มีประสบการณ์และขีดความสามารถด้านวิจัยและพัฒนาหุ่นยนต์มาอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับมีความพร้อมทั้งด้านบุคลากร สถานที่ เครื่องมือ เครื่องจักร รวมถึงห้องปฏิบัติการที่มีเทคโนโลยีทันสมัย และองค์ความรู้ด้านวิศวกรรมอันดับต้น ๆ ของประเทศ ดังนั้น หุ่นยนต์ที่ DTI และ MUT ร่วมกันพัฒนาขึ้นมานั้น จึงมีประสิทธิภาพและเป็นไปตามมาตรฐานระดับสากล สามารถใช้งานได้จริง ง่ายต่อการใช้งาน เหมาะกับสภาพภูมิประเทศในบ้านเรา ซึ่งปัจจุบันงานวิจัยและพัฒนาหุ่นยนต์เก็บกู้วัตถุระเบิดขนาดเล็ก DEMPIR version 4” นี้ ได้ดำเนินการเสร็จสมบูรณ์จนได้ต้นแบบงานวิจัยที่ผ่านการรับรองมาตรฐานจากคณะกรรมการ กมย.กห. และส่งมอบให้กับหน่วยผู้ใช้คือ กอ.รม.ภาค 4 สน. เพื่อช่วยการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในจังหวัดชายแดนใต้”

     องค์ความรู้ที่ DTI และ MUT ได้พัฒนาร่วมกันมา ถือว่าเป็นการบูรณาการองค์ความรู้และฐานเทคโนโลยีย่อยในการพัฒนาองค์ความรู้ของบุคลากรด้านหุ่นยนต์ให้สามารถต่อยอดเพื่อตอบสนองภารกิจตามความต้องการของผู้ใช้งานไม่ว่าจะทางการทหารหรือภาคพลเรือน ในลักษณะเทคโนโลยีสองทาง หรือ Dual Use Technology อาทิเช่น สนับสนุนภารกิจทางการแพทย์ โดยการพัฒนาหุ่นยนต์ DEMPIR CARE ซึ่งต่อยอดมาจากหุ่นยนต์ DEMPIR V.2.1 เป็นต้น สนับสนุนภารกิจของ กฟน. โดยต่อยอดหุ่นยนต์ของ สทป. สำหรับภารกิจการสำรวจและตรวจสอบระบบสายส่งไฟฟ้าในอุโมงค์ใต้ดินลึกลงไป 30 เมตร เป็นพื้นที่อับอากาศ มีความเสี่ยง อันตรายในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ และสนับสนุนภารกิจของ กฟผ. โดยต่อยอดหุ่นยนต์ของ สทป. สำหรับภารกิจการล้างลูกถ้วยในสถานีย่อยไฟฟ้าแรงสูง

     “หนึ่งในบทบาทที่สำคัญของสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ภายใต้การบริหารจัดการตามพระราชบัญญัติเทคโนโลยีป้องกันประเทศ พ.ศ. 2562 ในการผลักดันและส่งเสริมต้นแบบงานวิจัยดังกล่าวไปสู่เชิงพาณิชย์ ในด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศให้เกิดการพึ่งพาตนเองและลดการนำเข้าจากต่างประเทศ รวมทั้งจะพัฒนานวัตกรรมจากงานวิจัยนี้ไปใช้สนับสนุนภารกิจของภาคพลเรือนในลักษณะเทคโนโลยีสองทาง หรือ Dual Use Technology อีกด้วย  ถือได้ว่าเป็นการตอบสนองนโยบาย Thailand 4.0 และการส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายที่11 (S – Curve 11) ของรัฐบาล เป็นการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่ “เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม” ด้วยการผลิตยุทโธปกรณ์ภายในประเทศ  เปลี่ยนสถานะประเทศไทยจากผู้ซื้อ ผู้ใช้ เป็นทั้งผู้สร้าง ผู้ผลิตและผู้ขาย เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยสู่ระดับสากล” พลเอก ชูชาติ บัวขาว กล่าวเสริม

MUTยังเปิดรับสมัครนักศึกษาใหม่อยู่

สอบถามเพิ่มเติม สมัครเรียนง่ายๆ ไม่ต้องเดินทาง

0298840214

https://mut.ac.th/admission

https://m.me/mutmahanakorn

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า
Privacy Overview

This website uses cookies so that we can provide you with the best user experience possible. Cookie information is stored in your browser and performs functions such as recognising you when you return to our website and helping our team to understand which sections of the website you find most interesting and useful.